Untitled Document
 
 
 
 
• เรื่องของปริม 3 •

น้องปริมเริ่มกระตุ้นพัฒนาการครั้งแรกที่สถาบันราชานุกุลตอนอายุได้ 3 เดือนพอดี  แม่จำได้ว่าตอนสมัยที่ยังเด็ก แม่เคยนั่งรถผ่านที่นี่ ยังมองเข้าไปข้างใน และคิดในใจว่า มันช่างเป็นสถานที่ที่ไม่น่ามาเสียจริงๆ ข้างในคงหดหู่ และคงมีแต่คนไข้ที่น่าสงสารเยอะแยะแน่ๆเลย แม่ไม่เคยนึกว่า วันนึง แม่จะต้องเข้ามาใช้บริการของที่นี่ด้วย

 

เจ้าหน้าที่พาเราไปที่ตึกเด็กเล็ก 1 ชั้น 3 ที่นี่แม่ได้พบกับครูเขียว (ที่คุณหมอที่แม่เจอครั้งแรก บอกว่าเป็นเจ้าแม่แห่งการฝึก)  ครูเขียวดูใจดี มีบุคลิกที่โอบอ้อมอารี ครูเขียวบอกว่า “เด็กพวกนี้น่าสงสาร บางคนที่พ่อแม่รับไม่ได้ ก็ถูกปล่อยปะละเลย ไม่ได้รับการฝึกใดๆ ขนาดหมู หมา กา ไก่ เรายังเลี้ยงกันได้ แล้วทำไมลูกเราเองเราถึงไม่เลี้ยง” ยังมีคำพูดอีกหลายประโยคที่ทำให้แม่ประทับใจ แม่เริ่มถูกชะตากับครูเขียวแล้ว

 

ครูเขียวนัดให้เรามาฝึกอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของที่บ้านที่ต้องทำการบ้านกันต่อไป วิธีการฝึกก็ง่ายๆ ไม่มีอะไร แต่หัวใจสำคัญคือ เราต้องทำแล้วทำอีก ทำมันทุกวัน จนให้เด็กเกิดความเคยชิน และสามารถทำได้ด้วยตัวเองในที่สุด

 

ป๊าพาหนูไปฝึกตามตารางอย่างเคร่งครัด แม่ก็จะลางานครึ่งวันเช้าทุกสัปดาห์ เพื่อไปกับหนู ลาได้บ้างไม่ได้บ้างก็แล้วแต่ความยุ่งของงานในช่วงนั้น แม่ไม่สนใจว่าผลประเมินจะเป็นยังไง ใครจะมองหรือคิดยังไงแม่ก็ไม่สน แม่พร้อมที่จะลาออกมาอยู่กับหนูตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เวลาทำงานแม่จะทุ่มเทและตั้งใจทำงานเต็มที่ เพื่อชดเชยเวลาที่แม่ต้องเกเรไปบ้าง การมีหนูทำให้แม่เป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบมากขึ้นจริงๆ

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

หนูเข้ากลุ่มฝึกที่ราชานุกูล

การที่ได้พาหนูมาฝึกที่ราชานุกูล ทำให้มุมมองชีวิตของแม่เปลี่ยนไปมาก ที่นี่ทำแม่ให้แม่รู้จักคำว่ารักแท้และความเสียสละของพ่อแม่เป็นยังไง ที่นี่ทำให้แม่มีเพื่อนใหม่มากมายที่มาจากหลายสังคม ที่นี่มีแม้กระทั่งพ่อแม่ที่ขับรถหรูหราพาลูกมาฝึก จนถึงพ่อแม่ที่พาลูกนั่งรถเมล์มา มีพ่อคนนึงขับ Taxi มาส่งและรอรับลูก เค้ายอมที่จะไม่หาเงินครึ่งวันเพื่อพาลูกที่รักมาฝึก แม่บางคนที่อายุมากยังกระเตงลูกขี้นรถเมล์มาฝึกที่นี่ด้วย หนูรู้มั้ยคนที่ไม่มีเงิน เวลาเป็นสิ่งมีค่าแค่ไหนสำหรับเค้า แต่ทุกคนที่มาที่นี่ ยอมเสียสละได้ทุกอย่างเพื่อลูก แม่กับป๊ายังคุยกันบ่อยๆว่า ถ้าเป็นเรา เราจะทำได้อย่างพวกเค้ามั้ย

 

ระหว่างที่ฝึกกับครูเขียว หนูได้รับเชิญไปเป็นแบบฝึกบ่อยๆ แต่ละครั้งที่ออกงาน ทางรพ ก็จะมีค่าเหนื่อยใส่ซองมาให้หนูทุกครั้ง แม่กับป๊าก็จะเพื่มเงินและเอากลับไปบริจาคให้รพ.ทุกครั้งไป แม่ว่าเราโชคดีที่มีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นอะไรที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เราควรจะทำ

 

ที่นี่น้องปริมมีเพื่อนเยอะ แม่ก็มีเพื่อนมากขึ้น แม่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับพ่อแม่คนอื่นด้วย คุยกันไปให้กำลังใจกันไป ก็เราต่างมีมีลูกเป็นเด็กพิเศษเหมือนๆกันนี่

เรื่องของปริม 3

ปริมร้องเพลง Happy Birhtday ให้เพื่อนด้วย

เพื่อนน้องปริมหลายคนน่าสงสารมาก เด็กดาวน์ส่วนใหญ่จะมีโรคแทรกซ้อนบ่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนั้นโรคนี้เยอะมาก ครั้งแรกที่แม่ได้อ่านคู่มือแนะนำผู้ปกครองและหนังสือเด็กกลุ่มอาการดาวน์ แม่ท้อไปเลย ซึมไปหลายวัน เพราะมันมีโรคมากมายที่หนูอาจจะเป็นได้ เช่น หัวใจรั่ว ต่อมธัยรอยด์ทำงานไม่ปกติ ลำไส้อุดตัน ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อทำงานได้ไม่ปกติ ความผิดปกติทางตาชนิดต่างๆ ความผิดปกติทางหูและภาษา โรคชัก และพัฒนาการล่าช้า ปริมของแม่โชคดีเหลือเกินที่ไม่ได้มีอาการโรคหัวใจ ธัยรอยด์ ลำไส้ หรือชัก แม่เห็นเด็กบางคนเป็นครบที่อาการที่เล่ามา มีเพื่อนปริมที่ฝึกด้วยกันมาเสียชีวิตไปหลายคน และก็มีหลายคนที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจหรือลำไส้แล้วก็โตมาจนปัจจุบัน เป็นที่รักของแต่ละครอบครัวเหมือนกับปริมของแม่

 

หนูรู้มั้ย กว่าแม่จะหาหนังสือเกี่ยวกับเด็กดาวน์ได้ ก็ตอนที่หนูมาฝึกที่นี่แล้ว ที่ร้านหนังสือ มีแต่หนังสือที่เกี่ยวกับ Autistic ขนาดหนังสือเรื่องดาวน์ยังหายากขนาดนี้เลย แล้วโอกาสในสังคมของเด็กดาวน์จะมีแค่ไหนกัน

 

แม่เลี้ยงหนูมาด้วยความไม่มั่นใจในสุขภาพของหนู  อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แม่กับป๊าตั้งใจว่า ถ้าเป็นอะไร เราก็จะค่อยๆแก้ไขกันไป ปัญหาสำคัญของปริมที่เราพบคือ หนูเป็นเด็กกล้ามเนื้อนิ่ม ข้อต่อยืดได้มาก ทำให้พัฒนาการในการเคลื่อนไหวของหนูจะช้า แต่หนูก็ทำให้แม่ประหลาดใจในความเป็นนักสู้ของหนู ปริมเดินได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี 3 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วสำหรับเด็กดาวน์ และเร็วมากสำหรับเก็กที่มีปัญหากล้ามเนื้ออย่างหนู ปริมพูดได้เร็ว จนครูเขียวส่งหนูฝึกพูดตั้งแต่อายุ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งก็เร็วมากอีก เพราะหนูเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดที่ฝึกพูดที่นั่น แต่เดี๋ยวนี้เจอเพื่อนแซงแล้ว แต่แม่ไม่ซีเรียสหรอกเพราะมันเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคน เราทำกันให้ดีที่สุดก็พอไม่ต้องสนใจผลของมันหรอกนะ

เรื่องของปริม 3

ปริมเริ่มเดินได้

น้องปริมฝึกกับครูเขียวจนเริ่มที่จะเดินได้ ครูเขียวจึงส่งหนูต่อให้หนูเริ่มเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ  คราวนี้หนูต้องเริ่มไปฝึกและเข้ากลุ่มมากขึ้น เป็นอาทิตย์ละ 3 วัน แม่เริ่มคิดที่จะลาออกจริงจัง แม่ทนไม่ได้ที่จะได้เจอหนูแค่ตอนเช้าก่อนไปทำงานกับตอนเย็นก่อนหนูหลับ ตอนเช้าส่วนใหญ่หนูก็ยังไม่ตื่น แม่ได้แค่หอมแก้มหนูก่อนไปทำงาน (ทุกเช้าที่แม่เข้าไป ก็จะเจอกับอากงที่มานั่งเฝ้าหนู รอหนูตื่นทุกวัน แค่ได้อยู่ใกล้ๆหนู ทุกคนก็มีความสุขแล้ว เห็นมั้ยจ๊ะ) ส่วนตอนเย็นกลับมา แม่ได้เล่นกับหนูไม่ถึงชั่วโมง หนูก็ไปนอนแล้ว น้องปริมเข้านอนเป็นเวลาตอนทุ่มครึ่งทุกวันจนเป็นนิสัยมาถึงปัจจุบัน  

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เด็กกับราชานุกูล

ในที่สุดแม่ก็ลาออกมา ตอนหนูอายุได้ขวบครึ่ง แม่มีความสุขมากที่ได้อยู่ใกล้ชิดหนู ไม่ต้องคอยโทรกลับมาจากที่ทำงาน เพื่อที่จะฟังเสียงหนู หรือถามป๊าว่าหนูเป็นยังไงบ้างวันนี้ แม่ไม่เสียดายอาชีพการงานหรือวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาหรอกจ๊ะ อะไรก็ไม่คุ้มเท่ากับการที่ได้ดูหนูมีพัฒนาการที่ดีและเติบโตขึ้นอย่างใกล้ชิดกับแม่

 

จากนั้นมาแม่ก็ไม่หวนกลับไปหาวงการโทรคมนาคมและอาชีพวิศวกรที่ทำมาเกือบ 8 ปี ตอนนี้แม่เลยกลายเป็นคน Low Tech  ตาม Technology มือถือไม่ทันแล้ว อิอิ

เรื่องของปริม 3

ไปทัศนศึกษากับราชานุกูลที่เขาดิน

นอกจากที่ราชานุกูลแล้ว แม่ยังพาปริมไปเข้าโปรแกรมฝึกและกระตุ้นพัฒนาการ (Early Intervention) ที่บำรุงราษฎร์ด้วยเมื่อตอนอายุ 6 เดือน เริ่มจากฝึกเดี่ยวกับครูเมคนสวยก่อน เมื่อปริมพร้อมครูเมก็ส่งหนูฝึกเป็นกลุ่มเหมือนที่ราชานุกูล ที่บำรุงราษฎร์หนูก็จะมีสังคมอีกแบบนึง คือหนูเริ่มมีเพื่อนต่างชาติ 555  วิธีฝึกก็เหมือนกัน แม่เลยคิดว่าสองที่ก็คงพอแล้วสำหรับหนู สรุปแล้วหนูทั้งฝึกพูดและกระตุ้นพัฒนาการทั้งสองที่เลย

เรื่องของปริม 3

กิจกรรมวันแม่ที่ราชานุกูล

ที่ราชานุกูล ปริมเป็นเด็กเก่งและเป็นที่รู้จักของเพื่อนๆ และผู้ปกครอง ด้วยความที่ปริมสามารถทำอะไรได้เร็วกว่าคนอื่น แม่ได้หน้าไปด้วยเลย ทั้งๆที่เป็นเพราะตัวหนูล้วนๆ ปริมฝึกอยู่ที่นี่จนอายุได้ 3 ขวบกว่าๆ เค้าก็จำหน่ายออกเพราะต้องให้โอกาสเด็กคนอื่นด้วยเพราะมีงบประมาณจำกัด ทางครูหนูก็แนะนำให้ปริมเข้าเรียนร่วมที่โรงเรียนปกติเพราะพัฒนาการหนูค่อนข้างดี ส่วนที่บำรุงราษฎร์ หนูก็ยังฝึกอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่หนูกลับมาฝึกเดี่ยวแล้ว เพราะหนูไม่มีปัญหาในการเข้าสังคมกับคนอื่น ครูเพยจะเน้นเฉพาะเรื่องที่หนูต้องใช้ และเตรียมพร้อมหนูสำหรับการเรียนร่วมกับเด็กปกติ

 

เรื่องหาโรงเรียนให้หนู อันนี้สิเป็นบททดสอบของแม่กับป๊าอีกบทนึง (ต่อภาคต่อไป)

เรื่องของปริม 3

Party ปีใหม่ที่ บำรุงราษฎร์

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

เรื่องของปริม 3

 

รักจ้า

แม่กับป๊า

 

     Share

<< เรื่องของปริม 2เรื่องของปริม 4 >>


Posted on Fri 6 Apr 2007 0:48

 

 
 

เรื่องของปริม1
เรื่องของปริม2
เรื่องของปริม3
เรื่องของปริม4

กวางเจา1
สงกรานต์ที่โรงเรียน
ปัน + Beauty Tag
เปิดเทอม+ไหว้เจ้ากับม่า+Gang เด็ก
เรื่องของปริม 4
เรื่องของปริม 3
เรื่องของปริม 2
เรื่องของปริม 1
เปิด summer กับ วันเกิดน้าหนุ่ม
EI กับเด็กปากแตก
มาแปลก

 

 
 
 
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

คุณแม่เก่งมากๆเลยค่ะ ไม่รู้จะได้เข้ามาอ่านคอมเมนท์อีกหรือเปล่าเนี่ย ขอแสดงความนับถือค่ะ
ป้อม   
Sun 20 May 2007 13:51 [4]

สวัสดีค่ะ แวะเข้ามาอ่านตามคำแนะนำของนุช แม่น้องนา-ยองค่ะ อ่านแล้วทำให้นึกถึงเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่โรคของลูกสาวเก๋หนักกว่าค่ะ อ่านแล้วทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป อย่างน้อยก็มีอีกครอบครัวหนึ่งที่สู้เหมือนกับเรา น้องปริมน่ารักและเก่งมากนะค่ะ น้องปริมเค้ารับรู้ได้ว่าพ่อแม่ของเค้ารักเค้ามากแค่ไหน และทุกอย่างในโลกไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่พยายามทำ เก๋เชื่อว่าปาฏิหารฺย์มีอยู่จริงและต้องเกิดกับเรา ขอให้น้องแข็งแรงน่ารักของครอบครัวตลอดไปนะค่ะ
เก๋ แม่น้องจีน   
Sat 7 Apr 2007 13:25 [3]
 

น้องปริมเก่งมากเลยค่ะ รออ่านภาคต่อไปนะคะ
นี   
Fri 6 Apr 2007 11:58 [2]

หวัดดีค่า ตามมาจากไดของน้องเฟอร์ค่ะ พอดีเห็นชื่อลูกเหมือนกันทั้งสองคน primpan ไม่เหมือนตรง ญ คน ช คน ค่ะ ชื่นชมคุณแม่และครอบครัวมากนะคะ น้องน่ารักมาก ๆ ดูมีความสุขและแข็งแรง และก็สดชื่นมาก ๆ เลยค่ะ เป็นกำลังใจให้เยอะ ๆ เลยค่ะ ติดตามตอนต่อไปด้วยคนนะคะ
นก   
Fri 6 Apr 2007 1:38 [1]